คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 973/2551

Rate this post

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 973/2551ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ บัญญัติว่า ผู้สร้างสรรค์ คือ ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์ดังกล่าวต้องเป็นการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง ดังนั้นงานที่จะมีลิขสิทธิ์นั้นเพียงปรากฏว่าเป็นงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของผู้สร้างสรรค์โดยผู้ใช้ความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ ระดับหนึ่งในงานนั้น และมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น หากผู้สร้างสรรค์สองคนต่างคนต่างสร้างสรรค์งานโดยมิได้ลอกเลียนซึ่งกันและกัน แม้ว่าผลงานที่สร้างสรรค์ของทั้งสองคนออกมาจะมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ผู้สร้างสรรค์ทั้งสองต่างคนต่างก็ได้ลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นแยกต่างหากจากกันโจทก์เป็นผู้เขียนและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง “ความคลาดเคลื่อนของความหมายในพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ (ในทางนิติศาสตร์) และพจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๓๗ กับความคลาดเคลื่อน” นั้น หากพิเคราะห์เนื้อหาโดยรวมของหนังสือทั้งเล่ม เป็นการหยิบยกคำศัพท์แต่ละคำและความหมายของคำที่จำเลยให้ไว้ในพจนานุกรมขึ้นมาเป็นวัตถุแห่งการวิจารณ์ โดยการวิจารณ์คำแต่ละคำเริ่มต้นด้วยคำศัพท์และความหมายของคำแต่ละคำ ต่อด้วยเนื้อหาของการวิจารณ์ที่มีการอ้างบทกฎหมายและความเห็นทางตำราประกอบ และความหมายของคำที่ควรจะเป็น โดยไม่ปรากฏว่ามีการเลียนแบบผู้ใด นับว่าเป็นงานที่โจทก์ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ความวิริยะอุตสาหะในการค้นคว้า จัดลำดับและเรียบเรียงที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ถือว่าโจทก์ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ด้วยตนเอง ดังนั้น โจทก์จึงย่อมมีลิขสิทธิ์ในงานหนังสือดังกล่าว ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๖ วรรคแรก ที่จะได้รับความคุ้มครองงานอันเป็นวรรณกรรมของโจทก์สำหรับเฉพาะในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจารณ์คำศัพท์ทั้ง ๗ คำคือ ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ คู่สัญญา ตัวการ พินัยกรรม คดีดำ คดีแดง ซึ่งเป็นบางส่วนของหนังสือที่โจทก์เป็นผู้เขียนนั้น จำต้องวิเคราะห์เป็นคำ ๆ ไป ซึ่งเนื้อหางานวิจารณ์คำแต่ละคำนั้นประกอบด้วย ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่งได้แก่ คำศัพท์และความหมายของคำศัพท์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งการวิจารณ์ ส่วนที่สองเนื้อหาการวิจารณ์ และส่วนที่สามซึ่งเป็นส่วนที่พิพาทกันในคดีนี้ คือ ส่วนความหมายของคำศัพท์ ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น เนื้อหาส่วนที่สามซึ่งเป็นบทสรุปดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการชี้ให้เห็นว่า ความหมายที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ความหมายของคำที่เป็นบทสรุปของโจทก์ แต่ละความหมายนั้นแล้วก็พบว่า ความหมายของคำว่า ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ ตัวการ และพินัยกรรม ล้วนมีเนื้อหาตรงกับความหมายที่ปรากฏอยู่แล้วในกฎหมายคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายอาญา แตกต่างกันบ้างเฉพาะถ้อยคำที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อย เช่น การเชื่อมโยงคำ หรือการเรียงประโยค ดังนั้น ในส่วนความหมายของคำว่า ครอบครอง ครอบครองปรปักษ์ ตัวการ และพินัยกรรม ในหนังสือของโจทก์นั้น จึงเป็นเนื้อความในตัวบทกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีลิขสิทธิ์ในความหมายของคำดังกล่าวตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗ (๒)ส่วนคำว่า “คู่สัญญา” “คดีดำ” และ “คดีแดง” แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติในลักษณะเป็นการให้ความหมายไว้โดยตรงเช่นเดียวกับคำ ๔ คำที่กล่าวมาแล้ว แต่โจทก์ได้มาจากการดูตัวบทกฎหมาย และเป็นถ้อยคำที่อาจารย์ของโจทก์ใช้ในการสอนในมหาวิทยาลัยและอธิบายความตั้งแต่เมื่อครั้งโจทก์เป็นนักศึกษากฎหมายซึ่งตรงกับความหมายที่โจทก์ได้ให้ความหมายไว้ จึงทำให้น่าเชื่อว่าความหมายของคำทั้ง ๓ คำดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของโจทก์เองโดยแท้ หากแต่เป็นความหมายที่มีการสร้างสรรค์และเข้าใจกันโดยทั่วไปมาก่อนโดยผู้ปฏิบัติหรือคณาจารย์ทางนิติศาสตร์ท่านอื่น ๆ จากเนื้อหาของกฎหมาย แนวทางปฏิบัติในการพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีการถ่ายทอดต่อกันมาโดยทางคำบรรยาย ทางตำราหรือเอกสารทางวิชาการ แล้วโจทก์เป็นผู้นำความหมายดังกล่าวมารวมไว้เท่านั้น ความหมายของคำเหล่านี้จึงไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ ในอันที่จะได้รับความคุ้มครอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4, ม. 6 วรรคหนึ่ง, ม. 7 (2)

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 973/2551

เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


1️⃣ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญของคดี

คดีนี้มีประเด็นหลักว่า

เนื้อหาที่เป็นการอธิบายหรือให้ความหมายทางกฎหมาย สามารถถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้หรือไม่

โดยต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของ

  • พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4
  • และมาตรา 7 (2)

2️⃣ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์ในงานวิชาการ/งานเขียนทางกฎหมาย ดังนี้

(1) งานสร้างสรรค์ต้องเกิดจากการใช้ความรู้ความสามารถของผู้สร้างสรรค์

ตามมาตรา 4

คำว่า “ผู้สร้างสรรค์” หมายถึง
บุคคลที่ใช้ความรู้ ความสามารถ และความพยายามในการสร้างงานขึ้นเอง

หลักสำคัญคือ

✔ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ไม่เคยมีมาก่อน
✔ เพียงแต่ต้อง ไม่ได้ลอกเลียนผลงานของผู้อื่น

ดังนั้น

หากบุคคลสองคนสร้างงานขึ้นโดยอิสระ แม้งานจะมีความคล้ายกัน
ต่างฝ่ายก็มีลิขสิทธิ์ในผลงานของตนเองได้

หลักนี้เป็นหลักสากลของกฎหมายลิขสิทธิ์ เรียกว่า

Independent Creation Principle


3️⃣ การพิจารณางานของโจทก์

โจทก์เขียนหนังสือวิชาการทางกฎหมาย
เกี่ยวกับการวิจารณ์พจนานุกรมกฎหมาย

ศาลวิเคราะห์ว่า

หนังสือของโจทก์มีลักษณะ

  • การยกคำศัพท์กฎหมาย
  • วิเคราะห์ความหมาย
  • อ้างบทกฎหมาย
  • เสนอความหมายที่ถูกต้อง

ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้

  • ความรู้ทางกฎหมาย
  • การค้นคว้า
  • การเรียบเรียง

ดังนั้น

โครงสร้างและเนื้อหาการวิเคราะห์โดยรวมของหนังสือ ถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับลิขสิทธิ์

ตามมาตรา 6


4️⃣ ศาลแบ่งเนื้อหาหนังสือออกเป็น 3 ส่วน

ศาลใช้วิธีวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของงาน

ส่วนที่ 1

คำศัพท์และความหมายจากพจนานุกรม

➡ เป็นเพียง วัตถุแห่งการวิจารณ์


ส่วนที่ 2

เนื้อหาการวิจารณ์

➡ เป็น ความเห็นทางวิชาการของโจทก์

จึงถือเป็น

✔ งานสร้างสรรค์
✔ มีลิขสิทธิ์


ส่วนที่ 3 (ประเด็นพิพาทสำคัญ)

ความหมายของคำศัพท์ที่ควรจะเป็น

ศาลต้องพิจารณาว่า

ความหมายดังกล่าว เป็นงานสร้างสรรค์ของโจทก์หรือไม่


5️⃣ การวินิจฉัยคำศัพท์ 7 คำ

ศาลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม


กลุ่มที่ 1

คำที่มีกฎหมายบัญญัติความหมายอยู่แล้ว

ได้แก่

  • ครอบครอง
  • ครอบครองปรปักษ์
  • ตัวการ
  • พินัยกรรม

คำเหล่านี้มีอยู่ใน

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ประมวลกฎหมายอาญา

ศาลเห็นว่า

ความหมายในหนังสือของโจทก์มีเนื้อหาตรงกับกฎหมาย

แม้จะเรียบเรียงต่างกันเล็กน้อย

แต่เนื้อหาหลักคือ

ตัวบทกฎหมาย

ดังนั้น

ตามมาตรา 7 (2)

ตัวบทกฎหมายไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์

โจทก์จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในส่วนนี้


กลุ่มที่ 2

คำที่ไม่มีบทกฎหมายกำหนดโดยตรง

ได้แก่

  • คู่สัญญา
  • คดีดำ
  • คดีแดง

ศาลพิเคราะห์ว่า

ความหมายของคำเหล่านี้

เกิดจาก

  • แนวคำสอนในมหาวิทยาลัย
  • แนวปฏิบัติของนักกฎหมาย
  • คำอธิบายของคณาจารย์

โจทก์เพียงนำมารวบรวมไว้

จึงถือว่า

เป็นความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ทั่วไปในวงการนิติศาสตร์

ไม่ได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของโจทก์เอง

ดังนั้น

ไม่เป็นงานลิขสิทธิ์เช่นกัน


6️⃣ หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากฎีกานี้

ฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์ในงานวิชาการกฎหมาย ดังนี้

หลักที่ 1

การสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่

เพียงแต่ต้อง

✔ ไม่ลอกเลียน
✔ เกิดจากความพยายามของผู้สร้าง


หลักที่ 2

ตัวบทกฎหมายไม่มีลิขสิทธิ์

เช่น

  • กฎหมาย
  • คำพิพากษา
  • ระเบียบราชการ

หลักที่ 3

ความรู้ทั่วไปในวงวิชาการ
ไม่ถือเป็นงานสร้างสรรค์ของบุคคลใด

เช่น

  • คำอธิบายที่ใช้กันทั่วไป
  • นิยามมาตรฐาน

หลักที่ 4

ลิขสิทธิ์คุ้มครอง รูปแบบการแสดงออก (Expression)
ไม่คุ้มครอง เนื้อหาความคิด (Idea)

หลักนี้ตรงกับหลักสากลของกฎหมายลิขสิทธิ์


7️⃣ ความสำคัญของฎีกานี้ในทางกฎหมาย

ฎีกานี้มีความสำคัญมากในวงการ

  • งานวิชาการ
  • ตำรากฎหมาย
  • การเขียนบทความทางกฎหมาย

เพราะวางหลักว่า

แม้หนังสือทั้งเล่มจะมีลิขสิทธิ์
แต่บางส่วนของเนื้อหาอาจไม่มีลิขสิทธิ์ได้

เช่น

  • ตัวบทกฎหมาย
  • นิยามที่ใช้กันทั่วไป

8️⃣ สรุปคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1️⃣ หนังสือของโจทก์เป็นงานวรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์

แต่

2️⃣ ความหมายของคำศัพท์ทั้ง 7 คำที่เป็นข้อพิพาท

  • เป็นตัวบทกฎหมาย
    หรือ
  • เป็นความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่ทั่วไป

จึง ไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537


สรุปสั้นที่สุดของฎีกานี้

หนังสือกฎหมายมีลิขสิทธิ์ได้
แต่ตัวบทกฎหมายและความรู้ทางนิติศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไป
ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์


Leave a Comment