” ประมวลรัษฎากร มาตรา ๓ สัตตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาเฉพาะที่อยู่ในความครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
(๑) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(๒) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะวจัดตั้งขึ้น
(๓) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการชำระเงิน
ธุระกรรมลักษณะเฉพาะตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้
(๑) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป
(๒) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้งและมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่สองล้านขึ้นไป
รายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่ต้องรายงานตามวรรคหนึ่ง และวิธีการรายงาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
จำนวนคั้งหรือยอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินตามวรรคสอง ให้กำหนดเพิ่มขึ้นได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้อธิบดีมีหน้าทีในการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เกินสิบปีนับแต่ที่กรมสรรพกรได้รับข้อมูล “
การรายงานธุรกรรมทางการเงินเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
มาตรา ๓ สัตตตรส แห่งประมวลรัษฎากร เป็นบทบัญญัติที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบุคคลที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือมีมูลค่าสูง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับรายได้ที่ต้องเสียภาษี จุดประสงค์หลักของกฎหมายมาตรานี้คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบการเสียภาษีและลดการหลีกเลี่ยงภาษีผ่านระบบธุรกรรมทางการเงิน
บทบัญญัตินี้จึงกำหนดให้หน่วยงานทางการเงินบางประเภทต้อง รายงานข้อมูลธุรกรรมบางลักษณะให้กรมสรรพากรทราบทุกปี
1. ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร
กฎหมายกำหนดให้บุคคลหรือองค์กรต่อไปนี้ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมของลูกค้า
- สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ - สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
เช่น ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น - ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน
เช่น ผู้ให้บริการ e-wallet หรือระบบชำระเงินดิจิทัล
บุคคลหรือองค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ รายงานข้อมูลธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์ให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี สำหรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
2. ความหมายของ “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ”
กฎหมายใช้คำว่า “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” เพื่อกำหนดเกณฑ์ว่าธุรกรรมแบบใดที่ต้องถูกรายงาน โดยกำหนดไว้ 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1
มีการ ฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี
กรณีที่ 2
มีการ ฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี
และมียอดเงินรวม ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
การคำนวณนี้จะ รวมทุกบัญชีของบุคคลเดียวกัน ที่อยู่ในสถาบันการเงินนั้น
3. รายละเอียดข้อมูลที่ต้องรายงาน
ข้อมูลที่ต้องส่งให้กรมสรรพากรจะถูกกำหนดโดย กฎกระทรวง เช่น
- ชื่อผู้ถือบัญชี
- เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขผู้เสียภาษี
- จำนวนครั้งของธุรกรรม
- ยอดรวมธุรกรรม
กฎหมายไม่ได้ให้สถาบันการเงินรายงานทุกธุรกรรม แต่จะรายงานเฉพาะ ธุรกรรมที่เข้าเกณฑ์ลักษณะเฉพาะเท่านั้น
4. การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ธุรกรรม
กฎหมายเปิดช่องให้ กฎกระทรวงสามารถปรับเกณฑ์จำนวนครั้งหรือยอดเงินได้ในอนาคต
ตัวอย่างเช่น
- อาจเพิ่มจำนวนครั้งของธุรกรรม
- อาจเพิ่มยอดเงินขั้นต่ำ
เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจหรือพฤติกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไป
5. การเก็บรักษาข้อมูล
มาตรา ๓ สัตตตรส กำหนดว่า
อธิบดีกรมสรรพากรต้องเก็บรักษาข้อมูลที่ได้รับไว้ไม่เกิน 10 ปี
ข้อมูลดังกล่าวจะใช้เพื่อ
- ตรวจสอบรายได้ของผู้เสียภาษี
- วิเคราะห์ความเสี่ยงทางภาษี
- ใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบภาษี
6. หลักการสำคัญของมาตรานี้
มาตรานี้มีแนวคิดสำคัญคือ
“การใช้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษี”
โดยรัฐไม่ได้ตรวจสอบบัญชีของทุกคน แต่จะใช้ ระบบคัดกรองตามเกณฑ์ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
7. ประเด็นที่ประชาชนควรเข้าใจ
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรานี้ ได้แก่
1. ไม่ใช่การเก็บภาษีทันที
การรายงานข้อมูลไม่ได้หมายความว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีทันที แต่เป็นเพียง ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ
2. ธุรกรรมทั่วไปไม่เข้าเกณฑ์
คนทั่วไปที่ใช้บัญชีเพื่อการใช้จ่ายปกติ มัก ไม่ถึงเกณฑ์ 3,000 ครั้ง หรือ 400 ครั้งและ 2 ล้านบาท
3. ใช้เพื่อตรวจสอบรายได้ที่อาจไม่ได้เสียภาษี
เช่น
- ธุรกิจออนไลน์
- การขายสินค้าออนไลน์
- การรับเงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ยื่นภาษี
สรุป
มาตรา ๓ สัตตตรส เป็นกลไกสำคัญของระบบภาษีไทยที่นำ ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินมาใช้สนับสนุนการจัดเก็บภาษี โดยกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือมีมูลค่าสูงให้กรมสรรพากร
อย่างไรก็ตาม การรายงานดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าผู้มีธุรกรรมจะต้องเสียภาษีเสมอไป แต่เป็นเพียงข้อมูลเพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการเสียภาษีและลดการหลีกเลี่ยงภาษีในระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล