เจาะลึกความต่าง: “กิจการร่วมค้า” vs “กิจการค้าร่วม” ในทางกฎหมายและภาษี

Rate this post

ในโลกของการประมูลงานภาครัฐหรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เรามักเห็นบริษัทหลายแห่งจับมือกันเพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ แต่คำถามที่นักกฎหมายและนักบัญชีต้องเจออยู่เสมอคือ “เราจะจดทะเบียนในรูปแบบไหนดี?” ระหว่าง กิจการร่วมค้า (Joint Venture) และ กิจการค้าร่วม (Consortium)

แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ในทางปฏิบัติมีนัยยะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้:

1. กิจการร่วมค้า (Joint Venture: JV) – “ลงเรือลำเดียวกัน”

หัวใจของ JV คือการที่นิติบุคคลตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ตกลงมาทำงานร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “แบ่งปันผลกำไรและขาดทุนร่วมกัน”

  • สถานะทางภาษี: ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 “กิจการร่วมค้า” ถือเป็น หน่วยภาษีแยกต่างหาก ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีใหม่ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ในนามของ JV เอง
  • การทำงาน: มักจะไม่มีการแยกเนื้องานชัดเจนว่าใครทำส่วนไหน แต่จะร่วมกันบริหารงานในภาพรวมทั้งหมด (Integrated)
  • ความรับผิด: สมาชิกใน JV ต้องรับผิดร่วมกันและแทนกัน (Joint and Several Liability) ในหนี้สินทุกประการที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานนั้นๆ

2. กิจการค้าร่วม (Consortium) – “ต่างคนต่างทำ”

หัวใจของ Consortium คือการรวมตัวกันเพื่อ “แบ่งงานกันทำ” ตามความถนัด โดยแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนงานของตนเอง

  • สถานะทางภาษี: ไม่ใช่หน่วยภาษีแยกต่างหาก แต่ละบริษัทที่มารวมตัวกันจะรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายในงบการเงินของตนเอง และเสียภาษีในนามบริษัทเดิมของตน (สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางอย่างอาจดีกว่าเพราะไม่ต้องรอปันผลจาก JV)
  • การทำงาน: แบ่งเนื้องานชัดเจน (Non-integrated) เช่น บริษัท A ทำงานโยธา 70% บริษัท B ทำงานระบบไอที 30% ต่างคนต่างออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ในส่วนของตน
  • ความรับผิด: ตามหลักการควรรับผิดเฉพาะส่วนงานตนเอง แต่ระวัง! ในสัญญากับหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ มักบังคับให้เขียนข้อตกลงให้รับผิดร่วมกันอยู่ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงของหน่วยงานเจ้าของโครงการ

ตารางสรุปเปรียบเทียบความแตกต่าง

ประเด็นเปรียบเทียบกิจการร่วมค้า (Joint Venture)กิจการค้าร่วม (Consortium)
วัตถุประสงค์หลักร่วมทุน ร่วมกำไร/ขาดทุนแบ่งงานกันทำตามความถนัด
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีมี (ต้องขอใหม่แยกต่างหาก)ไม่มี (ใช้เลขเดิมของแต่ละบริษัท)
การออกใบแจ้งหนี้ออกในนาม JVต่างคนต่างออกในส่วนงานตนเอง
การรับผิดทางกฎหมายรับผิดร่วมกันทุกกรณีรับผิดเฉพาะส่วน (เว้นแต่สัญญาจะระบุเป็นอื่น)
ความนิยมเหมาะกับงานที่แยกส่วนได้ยากเหมาะกับงานที่แยกความรับผิดชอบชัดเจน

ข้อควรระวังสำหรับนักกฎหมาย

การเลือกใช้คำในสัญญาต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะแม้ในสัญญาจะจ่าหน้าว่า “Consortium” แต่ถ้าหากเนื้อหาภายในการบริหารจัดการมีการลงขันร่วมกัน แบ่งกำไรขาดทุนร่วมกัน และยื่นภาษีแบบหน่วยภาษีเดียว กรมสรรพากรอาจตีความว่าเป็น “กิจการร่วมค้า” ได้ทันที ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินภาษีย้อนหลัง

สรุป: หากคุณต้องการความคล่องตัวและการรับรู้รายได้ที่บริษัทเดิมโดยตรง Consortium คือคำตอบ แต่หากต้องการความเป็นเอกภาพในการบริหารโครงการและมีโครงสร้างกำไรที่ซับซ้อน Joint Venture อาจจะเหมาะสมกว่า


Leave a Comment