ในการทำธุรกิจและการยื่นภาษี ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความสับสนและข้อผิดพลาดทางบัญชีมากที่สุดคือเรื่องของ “จุดรับรู้รายได้และรายจ่าย” ว่าควรจะลงบันทึกเมื่อไหร่? เมื่อได้รับเงินจริง หรือเมื่อเกิดการซื้อขายขึ้น?
คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ความเข้าใจในหลักการ 2 ข้อหลัก คือ เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) และ เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทางกฎหมายภาษีอากร
1. เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) คืออะไร?
เกณฑ์เงินสด คือ การบันทึกรับรู้รายได้หรือรายจ่าย “เมื่อมีการรับหรือจ่ายเงินสดเกิดขึ้นจริง” โดยไม่สนว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่ หรือส่งของไปตอนไหน ถ้าเงินยังไม่เข้ากระเป๋า ก็ถือว่ายังไม่มีรายได้
- ใครใช้เกณฑ์นี้: ส่วนใหญ่ใช้กับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- หลักการ:
- รายได้: นับเมื่อได้รับเงิน (ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เช็ค หรือโอนเข้าบัญชี)
- รายจ่าย: นับเมื่อจ่ายเงินออกไปจริง
- ข้อดี: ง่ายต่อการทำบัญชีสำหรับกิจการเจ้าของคนเดียว หรือฟรีแลนซ์ เพราะตัวเลขจะตรงกับเงินในบัญชีธนาคาร (Cash Flow)
ตัวอย่าง: ทนายความรับว่าความเสร็จในเดือนธันวาคม แต่ลูกความจ่ายค่าว่าความในเดือนมกราคมปีถัดไป
- ทางภาษี: ถือว่าเป็นรายได้ของ “ปีถัดไป” (ปีที่ได้รับเงิน)
2. เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) คืออะไร?
เกณฑ์สิทธิ คือ การบันทึกรับรู้รายได้หรือรายจ่าย “เมื่อเกิดสิทธิเรียกร้องหรือภาระผูกพันขึ้น” โดยไม่สนใจว่าจะได้รับเงินหรือจ่ายเงินหรือยัง หลักการนี้เน้นที่ “ช่วงเวลาที่เกิดรายการทางเศรษฐกิจ” เป็นสำคัญ
- ใครใช้เกณฑ์นี้: บังคับใช้กับ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
- หลักการ:
- รายได้: รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้าหรือให้บริการเสร็จสิ้น (แม้ยังไม่ได้เงิน)
- รายจ่าย: รับรู้เมื่อได้รับสินค้าหรือบริการ และเกิดหนี้ที่ต้องชำระ (แม้ยังไม่ได้จ่ายเงิน)
- ข้อกฎหมาย: มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรระบุว่า “เงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิ ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น”
ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าและส่งของให้ลูกค้าในวันที่ 25 ธันวาคม แต่ลูกค้าขอเครดิตเทอม จ่ายเงินวันที่ 15 มกราคมปีถัดไป
- ทางภาษี: ต้องบันทึกเป็นรายได้ของ “เดือนธันวาคม” (ปีปัจจุบัน) ทันที เพราะส่งของแล้ว ถือว่ารายได้เกิดแล้วตามเกณฑ์สิทธิ
ตารางเปรียบเทียบ: ความแตกต่างที่ชัดเจน
| หัวข้อเปรียบเทียบ | เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) | เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) |
|---|---|---|
| จุดรับรู้รายได้ | เมื่อได้รับเงินจริง | เมื่อส่งมอบสินค้า/บริการ (เกิดสิทธิเรียกร้อง) |
| จุดรับรู้รายจ่าย | เมื่อจ่ายเงินออกไปจริง | เมื่อได้รับสินค้า/บริการ (เกิดภาระผูกพัน) |
| ผู้ใช้งานหลัก | บุคคลธรรมดา | นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) |
| ความซับซ้อน | ต่ำ (ตรงไปตรงมา) | สูง (ต้องมีการปรับปรุงบัญชี, บันทึกลูกหนี้/เจ้าหนี้) |
| ความถูกต้องของผลกำไร | อาจคลาดเคลื่อนตามช่วงเวลาการจ่ายเงิน | สะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงได้ดีกว่า |
ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับจุดความรับผิด (Tax Point):
อย่าสับสนระหว่าง “ภาษีเงินได้” กับ “VAT” เพราะ VAT มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว:
- ขายสินค้า: Tax Point เกิดเมื่อส่งมอบสินค้า (คล้ายเกณฑ์สิทธิ)
- ให้บริการ: Tax Point เกิดเมื่อได้รับชำระเงิน (คล้ายเกณฑ์เงินสด) เว้นแต่จะออกใบกำกับภาษีก่อน
- การเปลี่ยนสถานะ: หากคุณเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบ “บุคคลธรรมดา” มาจดทะเบียนเป็น “บริษัท” คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก เกณฑ์เงินสด มาเป็น เกณฑ์สิทธิ ทันที ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ประกอบการมือใหม่มักโดนเบี้ยปรับเงินเพิ่มเพราะยื่นภาษีผิดช่วงเวลา
สรุป
การเลือกใช้เกณฑ์ในการรับรู้รายได้ไม่ใช่เรื่องของความพอใจ แต่เป็นเรื่องของ “หน้าที่ตามกฎหมาย” ที่กำหนดตามประเภทของผู้เสียภาษี
- บุคคลธรรมดา -> สบายใจกับ เกณฑ์เงินสด
- นิติบุคคล -> ต้องแม่นยำกับ เกณฑ์สิทธิ
ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลังจากการรับรู้รายได้ผิดรอบบัญชีครับ