คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546

Rate this post

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546 ขณะที่โจทก์เขียนหนังสือ “คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา” และหนังสือ “คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา” โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานก.พ. มีหน้าที่โดยตรงในการประเมินผลการฝึกอบรม แต่ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเอกสารหรือเขียนตำราทางวิชาการเพื่อใช้ในการฝึกอบรม การที่โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวขึ้นจึงไม่ถือว่าเป็นงานที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในกรอบงานของโจทก์ และสำนักงานก.พ. ซึ่งโจทก์สังกัดก็มิได้มีคำสั่งให้โจทก์เขียนหนังสือดังกล่าวหรือมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ โจทก์เขียนหนังสือทั้งสองเล่มนอกเวลาราชการ โจทก์ได้กำหนดเค้าโครงการเขียนและสารบัญรวมทั้งได้เขียนอธิบายเนื้อหาสาระและรายละเอียดต่าง ๆ แต่ละประเด็นโดยใช้ถ้อยคำและคำอธิบายของโจทก์ใหม่ทั้งหมดตามความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของโจทก์โดยตรง จึงเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ทำขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมในหนังสือดังกล่าวจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มิใช่สำนักงาน ก.พ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 14แนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง บุคคลสามารถที่จะนำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ตราบเท่าที่การใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นไม่เป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น หากจำเลยที่ 1 นำแนวความคิด ทฤษฎี และตัวข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมของบุคคลอื่นรวมทั้งของโจทก์ไปสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของตน จำเลยที่ 1 จะต้องสร้างงานนั้นขึ้นมาโดยมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะการแสดงออกซึ่งความคิดของจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกหรือเลียนแบบงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นในส่วนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15(1) ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27(1)หนังสือ “กลยุทธ์ในการฝึกอบรม” ของจำเลยที่ 1 มีข้อความที่เหมือนและคล้ายกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “คู่มือการประเมินผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา” และ “คู่มือการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรมสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม/สัมมนา” ของโจทก์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญของงานประมาณ 30 หน้า จากจำนวนประมาณ 150 หน้า ข้อความบางตอนมีลักษณะเกือบเหมือนกันคำต่อคำบางตอนมีลักษณะดัดแปลงให้ต่างกันเล็กน้อย และบางตอนก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนหัวข้อเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดพิมพ์หนังสือขึ้นโดยมิได้แสวงหากำไรทางการค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการของมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือคำให้การและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งมหาวิทยาลัยจำเลยที่ 2 เผยแพร่ตำราและสิ่งตีพิมพ์ตั้งราคาจำหน่ายหนังสือใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาจารย์สังกัดจำเลยที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนจากงานเขียน แสดงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว แม้จะไม่ได้หากำไรเท่าธุรกิจเอกชนก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำซ้ำและดัดแปลงงานวรรณกรรมอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การจำหน่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งหนังสือ “กลยุทธ์ในการฝึกอบรม” ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยรู้อยู่แล้วว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร แม้จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือ”กลยุทธ์ในการฝึกอบรม” เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนและเป็นผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 ใช้ประกอบการพิจารณาขอรับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยงานหรือทำซ้ำและดัดแปลงโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา โดยไม่ได้หากำไรซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) และ (7) แต่จำเลยที่ 1 ได้กระทำการถึงขั้นจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนงานเขียนดังกล่าว แม้จะได้รับในอัตราต่ำสุดก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวการคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จะต้องเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะคัด ลอกหรือเลียนงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า อันถือได้ว่าเป็นงานบางตอนแต่การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาบางตอนดังกล่าวล้วนเป็นส่วนของเนื้อหาสาระที่สำคัญและมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเกินสมควรหนังสือ “กลยุทธ์ในการฝึกอบรม” ของจำเลยที่ 1 เป็นหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกอบรมขนาด 8 หน้ายก ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถที่จะแสดงการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำเชิงอรรถหรือกล่าวถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจำเลยที่ 1 นำข้อความของงานนั้นมาเขียนไว้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1ได้กระทำแล้วในส่วนอื่น ๆ ของหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างอิงถึงชื่อโจทก์และบุคคลอื่นพร้อมงานเขียนรวม 26 รายการ ไว้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงที่ท้ายเล่มผู้อ่านย่อมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าข้อความส่วนใดของงานดังกล่าวเป็นงานเขียนของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 คัดลอกมา จึงยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันจะถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 33หนังสือ “กลยุทธ์ในการฝึกอบรม” มีการจัดพิมพ์จำหน่ายรวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1จำนวน 500 เล่ม และครั้งที่ 2 จำนวน 1,000 เล่ม มีวางจำหน่ายที่ร้านขายหนังสือในราคาเล่มละ 165 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำซ้ำและดัดแปลงข้อความและสาระสำคัญต่าง ๆ จากหนังสือของโจทก์จำนวนประมาณ 30 หน้า จากจำนวนทั้งหมดประมาณ 150 หน้า เมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำหนังสือซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นออกจำหน่าย จึงเป็นการแบ่งตลาดของผู้บริโภคซึ่งจะซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวออกไปส่วนหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 32 วรรคหนึ่ง

ผมสรุปและวิเคราะห์ฎีกานี้ให้ในรูปแบบที่ใช้ทำ โน้ตคดี / ฐานความรู้กฎหมาย ได้เลยครับ 📚⚖️


📚 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2546

🧠 คดีลิขสิทธิ์ตำราวิชาการ – ข้าราชการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่เขียนนอกหน้าที่ราชการ


🧾 ประเด็นกฎหมายสำคัญ

  1. งานเขียนของข้าราชการที่ทำ นอกหน้าที่ราชการ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
  2. การนำ แนวคิดหรือทฤษฎี ไปใช้กับการ คัดลอกเนื้อหางานวรรณกรรม ต่างกันอย่างไร
  3. การคัดลอกบางส่วนของหนังสือ ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่
  4. ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพื่อการศึกษาใช้ได้หรือไม่

📖 ข้อเท็จจริงโดยย่อ

  • โจทก์เป็น ข้าราชการสังกัดสำนักงาน ก.พ.
  • โจทก์เขียนหนังสือ 2 เล่มเกี่ยวกับ
    • การประเมินผลการฝึกอบรม
    • การติดตามผลการฝึกอบรม

ลักษณะสำคัญคือ

  • เขียน นอกเวลาราชการ
  • ไม่มีคำสั่งจากหน่วยงาน
  • ไม่มีค่าตอบแทนจากราชการ
  • เป็นงานที่โจทก์คิดและเรียบเรียงเอง

ต่อมา

จำเลยที่ 1 (อาจารย์มหาวิทยาลัย) เขียนหนังสือชื่อ
“กลยุทธ์ในการฝึกอบรม”

พบว่า

  • มีเนื้อหาคล้ายกับหนังสือของโจทก์ประมาณ 30 หน้า จาก 150 หน้า
  • บางตอน เหมือนเกือบคำต่อคำ
  • บางตอน ดัดแปลงเล็กน้อย

หนังสือถูกพิมพ์ขาย

  • ครั้งที่ 1 : 500 เล่ม
  • ครั้งที่ 2 : 1,000 เล่ม
  • ราคาเล่มละ 165 บาท

โจทก์จึงฟ้อง ละเมิดลิขสิทธิ์


⚖️ หลักกฎหมายที่ศาลวางไว้

1️⃣ งานที่ข้าราชการเขียนนอกหน้าที่ราชการ

ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียน ไม่ใช่หน่วยงาน

เหตุผล

  • แม้โจทก์มีหน้าที่ประเมินผลการฝึกอบรม
  • แต่ ไม่มีหน้าที่ต้องเขียนตำรา

ดังนั้นงานเขียนนี้

  • ไม่ใช่งานตามหน้าที่ราชการ
  • ไม่ใช่งานที่ได้รับมอบหมาย

จึงไม่เข้า
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 14

➡️ เจ้าของลิขสิทธิ์คือ ผู้สร้างสรรค์ (โจทก์)


2️⃣ แนวคิด / ทฤษฎี ไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

ตาม
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 6

สิ่งที่ไม่คุ้มครอง ได้แก่

  • แนวความคิด
  • หลักการ
  • ทฤษฎี
  • ข้อมูลความรู้

บุคคลอื่นสามารถนำไปใช้ได้

แต่ต้อง

ไม่คัดลอกการแสดงออกของงาน

เช่น

  • ถ้อยคำ
  • โครงสร้าง
  • เนื้อหา

3️⃣ การคัดลอกสาระสำคัญถือเป็นละเมิดลิขสิทธิ์

ศาลพบว่า

  • คัดลอกเนื้อหา 30 หน้า จาก 150 หน้า
  • หลายตอน เกือบเหมือนคำต่อคำ
  • บางตอน เปลี่ยนเล็กน้อย

ศาลเห็นว่า

ยากที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

จึงถือว่าเป็น

  • การทำซ้ำ
  • การดัดแปลง

ตาม
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 15 และ 27

➡️ เป็น ละเมิดลิขสิทธิ์


4️⃣ การใช้เพื่อการศึกษาไม่ใช่ข้อยกเว้นเสมอไป

จำเลยอ้างว่า

  • ใช้เป็นตำราประกอบการสอน
  • ใช้เพื่อผลงานทางวิชาการ

ซึ่งอาจเข้า

มาตรา 32

แต่ศาลวินิจฉัยว่า

จำเลย

  • จัดพิมพ์ขาย
  • ได้ค่าตอบแทน

ดังนั้นถือว่า

➡️ เป็นการแสวงหากำไร

จึง ไม่เข้าข้อยกเว้น


5️⃣ การอ้างอิงท้ายเล่มไม่เพียงพอ

จำเลยใส่

บรรณานุกรม 26 รายการ

แต่ศาลเห็นว่า

ผู้อ่านไม่สามารถรู้ได้ว่า

  • ข้อความใดคัดลอกจากโจทก์

ดังนั้น

➡️ ไม่ถือว่าเป็นการอ้างอิงที่ถูกต้อง

ตาม
มาตรา 33


📌 หลักกฎหมายสำคัญจากคดีนี้

1️⃣ งานของข้าราชการ

ถ้า

  • ไม่ใช่งานตามหน้าที่
  • ไม่ได้รับมอบหมาย

➡️ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียน


2️⃣ แนวคิดใช้ได้ แต่ห้ามคัดลอกการแสดงออก

ใช้ได้

  • หลักการ
  • แนวคิด
  • ทฤษฎี

ใช้ไม่ได้

  • ถ้อยคำ
  • โครงสร้างเนื้อหา
  • การเรียบเรียงสำคัญ

3️⃣ คัดลอกบางส่วนก็ละเมิดได้

แม้ไม่ทั้งเล่ม

แต่ถ้า

  • เป็นสาระสำคัญ
  • มีปริมาณมาก

➡️ ก็ถือว่าละเมิด


4️⃣ งานวิชาการก็ละเมิดได้

ถ้า

  • มีการจำหน่าย
  • มีค่าตอบแทน

➡️ ถือว่าแสวงหากำไร


🎯 สาระสำคัญของฎีกานี้ (Key Takeaway)

1️⃣ ข้าราชการเขียนตำรานอกหน้าที่ราชการ
➡️ เจ้าของลิขสิทธิ์คือผู้เขียน

2️⃣ กฎหมายลิขสิทธิ์
คุ้มครอง การแสดงออกของความคิด ไม่ใช่ความคิด

3️⃣ การคัดลอกเนื้อหาสำคัญจำนวนมาก
➡️ เป็นละเมิดลิขสิทธิ์

4️⃣ การใช้เพื่อการศึกษาจะเป็นข้อยกเว้น
➡️ ต้อง ไม่แสวงหากำไร


Leave a Comment