หน้าที่การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

Rate this post

 ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
(2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท
(3) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
(4) มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท
( พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 44) พ.ศ. 2560)
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

หน้าที่การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 56

การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้มีเงินได้ทุกคนตามกฎหมายภาษีอากรของไทย โดยบทบัญญัติสำคัญกำหนดไว้ใน ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่าใครบ้างที่ต้องยื่นรายการเงินได้ต่อกรมสรรพากรในแต่ละปีภาษี


หลักการสำคัญของมาตรา 56

กฎหมายกำหนดให้ บุคคลทุกคนที่มีเงินได้พึงประเมิน ต้องยื่นรายการเงินได้ที่ตนได้รับในปีภาษีที่ผ่านมา ต่อเจ้าพนักงานสรรพากรภายในกำหนดเวลา

โดยทั่วไปต้อง ยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนด เกณฑ์จำนวนเงินได้ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลใดต้องยื่นแบบ


เกณฑ์เงินได้ที่ต้องยื่นแบบ

1. บุคคลโสด (ไม่มีคู่สมรส)

ต้องยื่นแบบเมื่อมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ผ่านมา

  • เกิน 60,000 บาท (กรณีมีเงินได้หลายประเภท)
  • เกิน 120,000 บาท (กรณีมีเฉพาะเงินได้จากเงินเดือนตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1))

กล่าวคือ หากบุคคลมีรายได้ประเภทอื่นร่วมด้วย เช่น ค่าจ้างอิสระ ค่าบริการ หรือรายได้จากธุรกิจ เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาจะต่ำลง


2. บุคคลที่มีคู่สมรส

ต้องยื่นแบบเมื่อมีเงินได้พึงประเมิน

  • เกิน 120,000 บาท (กรณีมีรายได้หลายประเภท)
  • เกิน 220,000 บาท (กรณีมีเฉพาะเงินได้จากเงินเดือน)

บุคคลที่ไม่ต้องยื่นแบบ

มาตรา 56 ยังบัญญัติยกเว้นบุคคลบางประเภท ได้แก่

  • ผู้เยาว์
  • บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
  • บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

บุคคลเหล่านี้จะไม่ต้องยื่นรายการเงินได้ด้วยตนเอง


กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล

มาตรา 56 ยังครอบคลุมถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

หากมีเงินได้พึงประเมินเกินเกณฑ์ตามกฎหมาย

  • ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ ต้องเป็นผู้ยื่นรายการเงินได้ในนามของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น
  • การเสียภาษีจะคำนวณ เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียว

ในกรณีนี้

  • ผู้เป็นหุ้นส่วน ไม่ต้องนำเงินได้ส่วนดังกล่าวไปยื่นภาษีซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม หากมีภาษีค้างชำระ
ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือสมาชิกในคณะบุคคล ต้องร่วมกันรับผิดในภาษีที่ค้างชำระนั้น


ความสำคัญของมาตรา 56

บทบัญญัตินี้ถือเป็น กลไกพื้นฐานของระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเป็นบทที่กำหนดหน้าที่ของผู้เสียภาษีในการรายงานเงินได้ของตน

แม้ในบางกรณีเมื่อคำนวณแล้ว อาจไม่มีภาษีต้องชำระ แต่หากเงินได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีเงินได้ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีตามมาตรา 56


สรุป
มาตรา 56 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่า ผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นรายการเงินได้ต่อกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา โดยเกณฑ์เงินได้จะแตกต่างกันตามสถานะของผู้เสียภาษีและประเภทของเงินได้


Leave a Comment