ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี ( รายจ่ายต้องห้าม)

Rate this post

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

            (1) เงินสำรองต่าง ๆ นอกจาก

                  (ก) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว

                  ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใดไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้

                  ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำเงินสำรองตามวรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้นกลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา

                  (ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป

                  (ค) เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสำหรับหนี้จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี  ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน

                  เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรองประเภทดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไปแล้วนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น

            (2) เงินกองทุนเว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

            (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เว้นแต่

                  (ก) รายจ่ายซึ่งเป็นเงินที่บริจาคแก่พรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้หักได้ไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  (ข) รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ

            (4) ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

            (5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม

            (6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

            (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

            (7) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

            (8) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร

            (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

            (10) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเองและใช้เอง

            (11) ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง

            (12) ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน

            (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

            (14) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

            (15) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

            (16) ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำ

            (17) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 65 ทวิ

            (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

            (19) รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว

            (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี: หลักสำคัญในการคำนวณกำไรสุทธิของนิติบุคคล

การคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ประมวลรัษฎากร มิได้พิจารณาเพียงผลกำไรตามบัญชีเท่านั้น แต่ต้องปรับปรุงรายการรายได้และรายจ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ หนึ่งในบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ มาตรา 65 ตรี ซึ่งกำหนด “รายการรายจ่ายต้องห้าม” ที่ไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิได้

บทบัญญัตินี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการลดภาระภาษีโดยไม่เหมาะสม และทำให้การคำนวณภาษีสะท้อนผลทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ


หลักการของมาตรา 65 ตรี

มาตรา 65 ตรีมีแนวคิดสำคัญว่า

รายจ่ายที่จะนำมาหักภาษีได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง และเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการเพื่อหากำไร

ดังนั้น หากรายจ่ายมีลักษณะ

  • ไม่เกิดขึ้นจริง
  • ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ
  • เป็นการลงทุน
  • เป็นการใช้จ่ายส่วนตัว
  • หรือเป็นรายจ่ายที่กฎหมายเห็นว่าไม่ควรให้หักภาษี

กฎหมายจะกำหนดให้เป็น รายจ่ายต้องห้าม


ประเภทของรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี

มาตรา 65 ตรีได้กำหนดรายการรายจ่ายต้องห้ามไว้หลายประเภท ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็นกลุ่มสำคัญดังต่อไปนี้


1 เงินสำรองต่าง ๆ

โดยหลักแล้ว เงินสำรอง ไม่ถือเป็นรายจ่าย เนื่องจากยังไม่ได้มีการใช้เงินจริง เป็นเพียงการกันเงินไว้ในบัญชีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายยอมให้หักได้ในบางกรณี เช่น

  • เงินสำรองของธุรกิจประกันภัย
  • เงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญของสถาบันการเงิน

แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด


2 เงินกองทุน

เงินกองทุนโดยทั่วไปไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายได้ เพราะเป็นการจัดสรรกำไรภายในกิจการ

ข้อยกเว้นที่กฎหมายยอมรับคือ

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เป็นไปตามกฎกระทรวง

3 รายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา

รายจ่ายที่มีลักษณะเป็น

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • การให้โดยเสน่หา
  • หรือการบริจาค

โดยทั่วไปไม่สามารถนำมาหักภาษีได้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายยอมให้หักได้ในบางกรณี เช่น

  • การบริจาคให้พรรคการเมือง
  • การบริจาคเพื่อการกุศล
  • การบริจาคเพื่อการศึกษา หรือกีฬา

แต่ต้องอยู่ภายในวงเงินที่กำหนด เช่น ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ


4 ค่ารับรองหรือค่าบริการ

ค่ารับรองหรือค่าบริการสามารถหักภาษีได้เฉพาะส่วนที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง หากเกินกว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ส่วนที่เกินจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม


5 รายจ่ายที่เป็นการลงทุน

รายจ่ายที่มีลักษณะเป็น

  • การซื้อทรัพย์สิน
  • การต่อเติม
  • การปรับปรุงทรัพย์สิน

จะถือเป็น รายจ่ายลงทุน (capital expenditure) ไม่ใช่รายจ่ายดำเนินงาน

ดังนั้นจึงต้องนำไปคิดค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายทันที


6 เบี้ยปรับ ค่าปรับ และภาษีเงินได้

กฎหมายกำหนดชัดเจนว่า รายจ่ายประเภทต่อไปนี้ไม่สามารถหักภาษีได้ ได้แก่

  • เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษี
  • ค่าปรับทางอาญา
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการเอง

เหตุผลคือ รายจ่ายดังกล่าวเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายหรือเป็นภาระภาษีของกิจการเอง


7 รายจ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง

มาตรา 65 ตรี (9) เป็นบทบัญญัติที่สำคัญมากในทางปฏิบัติ โดยกำหนดว่า

รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ไม่สามารถหักภาษีได้

ตัวอย่างเช่น

  • บันทึกค่าใช้จ่ายเท็จ
  • ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน

8 รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ

กฎหมายยังห้ามนำรายจ่ายที่

  • ไม่เกี่ยวกับการหากำไร
  • ไม่เกี่ยวกับกิจการ
  • หรือไม่เกี่ยวกับกิจการในประเทศไทย

มาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ


9 การตีราคาทรัพย์สินลดลง

มาตรา 65 ตรี (17) กำหนดว่า

ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ไม่ถือเป็นรายจ่าย

หมายความว่า หากทรัพย์สิน เช่น

  • หุ้น
  • ที่ดิน
  • อาคาร
  • เครื่องจักร

มีมูลค่าลดลงตามบัญชี ก็ยังไม่สามารถนำมาหักภาษีได้

รายจ่ายจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายทรัพย์สินนั้นและเกิดผลขาดทุนจริง


10 รายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับได้

หากกิจการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นจ่ายให้แก่ใคร รายจ่ายดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาหักภาษีได้


ความสำคัญของมาตรา 65 ตรีในทางปฏิบัติ

มาตรา 65 ตรีถือเป็นบทบัญญัติที่ใช้บ่อยที่สุดในการตรวจสอบภาษีนิติบุคคล เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่ใช้กำหนดว่า รายจ่ายประเภทใดสามารถหักภาษีได้ และประเภทใดหักไม่ได้

การไม่เข้าใจบทบัญญัตินี้อาจทำให้กิจการ

  • คำนวณภาษีผิด
  • ถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม
  • ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ดังนั้น นักกฎหมายภาษี นักบัญชี และผู้ประกอบธุรกิจจึงจำเป็นต้องเข้าใจหลักการของมาตรา 65 ตรีอย่างชัดเจน


สรุป

มาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฎากรเป็นบทบัญญัติที่กำหนด รายจ่ายต้องห้าม ในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยมีหลักการสำคัญว่า รายจ่ายที่จะนำมาหักภาษีได้ต้องเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ

รายการรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรานี้ครอบคลุมหลายประเภท เช่น เงินสำรอง เงินกองทุน รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายลงทุน เบี้ยปรับ ค่าปรับ รายจ่ายที่ไม่มีการจ่ายจริง รวมถึงการตีราคาทรัพย์สินที่ลดลง

การทำความเข้าใจมาตรา 65 ตรีอย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนภาษี การทำบัญชี และการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายภาษีอากรของประเทศไทย.

Leave a Comment