ประเภทเงินได้พึงประเมิน

Rate this post

ประเภทเงินได้พึงประเมิน ตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินหรือประโยชน์ใด ๆ ที่ผู้เสียภาษีได้รับ และต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40

กฎหมายแบ่งเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้


(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน

เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชั่น
ลักษณะสำคัญคือ มีความสัมพันธ์แบบ “นายจ้าง–ลูกจ้าง”

ตัวอย่าง

  • เงินเดือนพนักงานบริษัท
  • ค่าตำแหน่ง
  • โบนัสประจำปี

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไม่ได้ (ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนตามกฎหมาย)


(2) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ

เช่น ค่ากรรมการบริษัท ค่าที่ปรึกษา (ในลักษณะตำแหน่ง)

ต่างจาก (1) ตรงที่ไม่ใช่ลูกจ้าง แต่รับเงินเพราะ “ดำรงตำแหน่ง”


(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ลิขสิทธิ์ สิทธิอย่างอื่น

เช่น

  • ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ เพลง โปรแกรม
  • ค่าความนิยม (Goodwill)
  • สิทธิในเครื่องหมายการค้า

(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร

เช่น

  • ดอกเบี้ยเงินฝาก
  • ดอกเบี้ยเงินกู้
  • เงินปันผลจากบริษัท

บางกรณีสามารถเลือกหัก ณ ที่จ่ายเป็น Final Tax ได้


(5) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน

เช่น

  • ค่าเช่าบ้าน
  • ค่าเช่าที่ดิน
  • ค่าเช่ารถ

ลักษณะคือ “ให้ใช้ทรัพย์ แต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์”


(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ

ได้แก่

  • แพทย์
  • ทนายความ
  • วิศวกร
  • สถาปนิก
  • นักบัญชี

เป็นเงินได้จากความรู้เฉพาะตัว ไม่ใช่ลูกจ้าง


(7) เงินได้จากการรับเหมา

เช่น

  • รับเหมาก่อสร้าง
  • รับเหมาทำของ
  • รับเหมาบริการ

ลักษณะคือ ผู้รับเหมารับผิดชอบทั้งค่าแรงและวัสดุ


(8) เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร อุตสาหกรรม

เป็นหมวดกว้างที่สุด เช่น

  • ค้าขายออนไลน์
  • ทำร้านอาหาร
  • ทำฟาร์ม
  • ทำโรงงาน

ถ้าไม่เข้า (1)–(7) มักจะตกอยู่ใน (8)


ภาพรวมเชิงโครงสร้าง

ประเภทธรรมชาติของเงินได้
(1)ลูกจ้าง
(2)ดำรงตำแหน่ง
(3)สิทธิ/ทรัพย์สินทางปัญญา
(4)ผลตอบแทนจากเงินทุน
(5)ให้เช่าทรัพย์
(6)วิชาชีพเฉพาะ
(7)รับเหมา
(8)ธุรกิจทั่วไป

ประเด็นสำคัญทางปฏิบัติ

  1. การจำแนกประเภทมีผลต่อ “การหักค่าใช้จ่าย”
  2. มีผลต่อ “การหักภาษี ณ ที่จ่าย”
  3. บางประเภทเลือกเสียแบบ Final Tax ได้
  4. ถ้าจำแนกผิด อาจเสียภาษีเกิน หรือถูกประเมินย้อนหลัง

สรุป

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งเป็น 8 ประเภท โดยพิจารณาจาก “ลักษณะของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้” ไม่ใช่ดูแค่ชื่อเรียกของรายได้ การเข้าใจโครงสร้างนี้สำคัญมากต่อการวางแผนภาษี การทำบัญชี และการต่อสู้คดีภาษี

Leave a Comment